07
What is Yoga ?
-
กำเนิดโยคะ(origin of yoga)
หนึ่งหมื่นปีที่แล้ว ตำนานโยคะชาวอินเดียถือว่า พระศิวะเป็นผู้ให้กำเนิดโยคะโดยการสอนครั้งแรกของมนุษย์ชาตินั้น คือการที่พระองค์ทรงสอนโยคะให้พระชายาของท่านนั่นเอง
ห้าพันปีที่แล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบหลักฐาน ภาพโยคะอาสนะตามผนังถ้ำทางตอนเหนือของอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุราว
1200ปี ก่อนคริสตกาลหรือ700ปีก่อนพุทธกาล ยุคมหากาพย์ ชาวอินเดียถือว่ามหากาพย์ เช่นมหาภารตะ, รามเกียรติ์ ฯลฯ เป็นโยคะด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่า สำหรับชาวอินเดียแล้ว โยคะมีความหมายที่กว้างมาก
300ปีก่อนคริสตกาล หรือ พ.ศ.200 โยคะสูตร กำเนิดโยคะสูตร คัมภีร์แม่บทของโยคะ รวบรวมโดยมหาฤาษี ปตัญชลี พูดโดยคร่าวๆโยคะสูตรก็คือโยคะภาคทฤษฎี นั่นเอง
ค.ศ.1450 หรือ พ.ศ.1993 หฐโยคะ กำเนิดตำราฝึกโยคะที่เน้นทางด้านกายภาพเล่มแรก “หฐปฏิปิกะ”หรือที่เรารู้จักกันในนามของ หฐโยคะ โดยโยคีสวาทมารามา โปรดสังเกตว่า หฐปฎิปิกะ มีหลังจากโยคะสูตรเกือบ1800ปี
ต้น ค.ศ.1900 หรือ พ.ศ.2400 โยคะยุคใหม่ นี้มีกลุ่มนักคิดอินเดียรุ่นใหม่ นำโยคะมาเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปสังคม โดยยึดหลักทฤษฎีจากโยคะสูตร ผสานกับวิธีปฏิบัติจาก หฐโยคะ นักคิดกลุ่มนี้ทำการเผยแพร่โยคะในวงกว้าง คือสอนโยคะให้กับชาวอินเดียทั่วไป สอนให้กับสตรี และสอนให้กับชาวต่างชาติด้วย
ประมาณ พ.ศ.2490 โยคะในไทยโดยอาจารย์ชด อาจารย์ชดได้เดินทางไปฝึกโยคะที่อินเดีย 3 ปี จากนั้นกลับเมืองไทยและเริ่มสอนโยคะในประเทศไทย รวมเป็นเวลาเกือบ40 ปี จากนั้นก็มีคนนำมาสอนเป็นรูปแบบต่างๆมากขึ้นดังได้ทราบในปัจจุบัน
-
โยคะมีกี่ประเภท
เราเคยได้ยินได้ฟังโยคะประเภทต่างๆ จนสับสนไปหมด การจัดประเภทโยคะเป็นกลุ่มๆ จะช่วยให้เราเข้าใจโยคะได้ดีขึ้น แต่เดิมมีวิธีจัดกลุ่มประเภทโยคะ ดังนี้
1. กลุ่มญาณโยคะ คือโยคะ ที่เน้นการใช้ปัญญา ขบคิด จนกระทั้งผู้ฝึกเข้าสู่ความหลุดพ้น พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของผู้ปฎิบัติญาณโยคะ
2. กลุ่มกรรมะโยคะ คือโยคะที่มุ่งเน้นด้านการทำงาน การรับใช้ผู้อื่น โดยไม่คาดหวังผล ผู้ฝึกโยคะประเภทนี้ จะทำงานอย่างทุ่มเท ไปจนกระทั่งเข้าสู่ความหลุดพ้น
3. กลุ่มภักดีโยคะ เน้นการใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ผู้ฝึกจะสวดมนต์ เปล่งเสียงไปจนกระทั่งตนเอง ถึงซึ่งความหลุดพ้น มีการปฎิบัติภักดีโยคะกันมากในอินเดีย แม้ในยุคปัจจุบัน
4. กลุ่มราชาโยคะ มุ่งการฝึกควบคุมจิต จนกระทั่งเข้าถึงความหลุดพ้น
โยคะที่ฝึกปฎิบัติแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นโยคะที่พัฒนามาจากช่วงปี ค.ศ. 1920 ซึ่งเป็นการผสานโยคะสูตร กับ หฐโยคะเข้าด้วยกัน
โยคีหลายท่านมีความเห็นว่า โยคะสูตร อยู่ในกลุ่มราชาโยคะ ส่วนหฐโยคะนั้น ตำราหฐโยคะ ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นส่วนหนึ่งของราชาโยคะ
ดังนั้นหากจะจัด โยคะที่นิยมฝึกกันในปัจจุบันตามกลุ่มที่ระบุไว้ข้างต้น เราจัดอยู่ในกลุ่มราชาโยคะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณา ลักษณะการฝึกโยคะที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน เราอาจจัดเป็นกลุ่มดังนี้
1. กลุ่มที่มุ่งเน้นการฝึก ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตโดยรวม ผู้ฝึกกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการถือศีล 5 ให้ความสำคัญกับการฝึกท่าโยคะอาสนะ และ ให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิด้วย
2. กลุ่มที่มุ่งเน้นการฝึกกายภาพเป็นหลัก ผู้ฝึกโยคะกลุ่มนี้ จะมุ่งเน้นการฝึกท่าโยคะอาสนะ เป็นการเน้นไปที่การดูแลสุขภาพกาย การนำโยคะไปประยุกต์ใช้ในเชิงบำบัดรักษาโรค เช่น Power Yoga, Astanga Yoga, Bikram YOgaฯลฯ
3. กลุ่มที่มุ่งเน้นการฝึกพลังชีวิต(พลังปราณ) ผู้ฝึกกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นการฝึกลมหายใจ ฝึกควบคุมจิต เช่น กุณฑาลินีโยคะ สหัจโยคะ ฯลฯ

-
ความหมายของโยคะ(Meaning of yoga)
เมื่อได้ยินคำว่า โยคะ คุณ แวบ คิดถึง อะไร?
Ø การออกกำลังกาย ?
Ø ท่าทางที่ดูพิสดาร ?
Ø โยคีผู้ลึกลับ ?
ทั้งๆที่ ความหมายอันแท้จริงของโยคะ ประกอบด้วย 3 ประเด็น ดังนี้
1. เป็นการรวม หรือ เชื่อมกายกับใจเข้าด้วยกัน
2. สร้างสมดุลของกาย และ ใจ
3. เพื่อพัฒนากาย และ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
หรือ อีกมุมมองหนึ่ง
โยคะ คือ ศิลปะในการดำเนินชีวิตที่มุ่งบริหารกายและฝึกจิตเพื่อให้ชีวิตมีสันติสุข

| การฝึกโยคะ มุ่งหวังความรู้เท่าทัน ภายในตัวเอง ทั้งร่างกายจิตใจและอารมณ์ สุดท้ายผู้ฝึกควรจะได้สัมผัสกับสันติสุขภายใน รู้ขอบเขต ธรรมชาติของกายและใจ ตัวเอง |
-
วิถีแห่งโยคะ(มรรค 8 ของโยคะ)
หลายคนเข้าใจว่า โยคะ คือ การฝึก “ท่าโยคะ” เท่านั้น ในความเป็นจริง การฝึกโยคะ ประกอบด้วยเทคนิคถึง 8 ประการ ซึ่งล้วนมีความสำคัญ และมีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้น การฝึกโยคะที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ควรครอบคลุมการฝึกมรรคทั้ง 8
1. ยามะ หรือ ศีล 5 Morol discipline (Yama)
หลายคนแปลกใจ เมื่อรู้ว่า การเริ่มต้นฝึกโยคะต้องเริ่มด้วยการถือศีล 5 โยคะเป็นการฝึกกายและจิตไปพร้อม ๆ กัน และการมีจริยธรรมนั้น ถือเป็นพื้นฐานอันดับแรกของความเป็นมนุษย์ทีเดียว
2. นิยามะ หรือ ความมีวินัย Self restraint (Niyama)
เมื่อมีศีล ก็ต้องมีการสร้าง “วินัย” ในตนเอง นิยามะ มีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ คือ อดทน สันโดษ ชำระกายใจให้บริสุทธิ์ หมั่นศึกษาตนเอง และ มีศรัทธา
3. อาสนะ Posture (Asana)
อาสนะ คือ อิริยาบถเฉพาะ เป็นการเหยียดยืดส่วนของร่างกาย แล้ว คงตัวนิ่งไว้ เพื่อความนิ่งของร่างกาย เพื่อความสงบของจิต อาสนะเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อม สำหรับการฝึกเทคนิคอื่นๆต่อไป
4. ปราณายามะ Breath control(Pranayama)
คือการฝึกกำหนด ควบคุมลมหายใจ เพื่อการควบคุมอารมณ์ของตนให้สงบ
5. ปรัทยาหาระ Sensory inhibition(Pratyahara) คือฝึกสำรวมอินทรีย์(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
6. ธารณะ Concentration (Dharana) คือการฝึกสติให้กำหนดรู้อยู่กับสิ่งเดียว
7. ธยานะ Meditation (Dhayana)
8. สมาธิ Trans consciousness (Samadhi)
-
หลักการของโยคะ
การปฎิโยคะที่สมบูรณ์ และให้ได้ผลนั้น ต้องปฎิบัติตามหลักการ 5 อย่าง คือ
1. การปฎิบัติอาสนะ(Asana)
2. การฝึกลมหายใจ(Pranayama)
3. การผ่อนคลาย(Relax)
4. การกินอาหารที่มีประโยชน์
5. การมองโลกในแง่ดี(Positive Thinking)
อาสนะ
คนทั่วไปจะเข้าว่า อาสนะ คือ การออกกำลังกายชนิดหนึ่ง คนหลายคน ถึงกับทำ อาสนะด้วยนิยามของ แอโรบิคเลยด้วยซ้ำ คือทำจนหัวใจเต้นแรงขึ้นกว่า 120 ครั้ง ต่อนาที เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 30 นาที เหงื่อออกชุ่มกาย แล้วเกิดความรู้สึกว่า ตนได้ “ทำ” โยคะแล้ว จริงๆ อาสนะนั้น ต้องปฏิบัติด้วยความ นิ่ง สบาย ใช้แรงแต่น้อย และ มีสติ
-
เป้าหมายของอาสนะ
อาสนะช่วยกระตุ้นสัญญาณประสาท-กล้ามเนื้อให้ทำงานอย่างเหมาะสม และพัฒนาความแข็งแรงของ มัสเชิลโทน (การที่ระบบประสาทอัตโนมัติ สั่งการให้กล้ามเนื้อที่จำเป็น คอยพยุงร่างกายให้สามารถคงตัวอยู่นิ่งๆได้ในอิริยาบถ)
-
อาสนะมีกี่ประเภท?
ท่าอาสนะมีอยู่เป็นจำนวนมากมาย และสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- อาสนะเพื่อ สมาธิ เป็นอิริยาบถที่ทำให้ร่างกาย ตั้งตรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เป็นเวลานาน ทั้งลำตัว คอ และศีรษะ โดยไม่ฝืนเช่น ปทุมอาสนะ วัชระอาสนะ สิทธาอาสนะ
- อาสนะเพื่อสร้างสมดุล (อาสนะเพื่อสุขภาพกาย) เป็นการเหยียดร่างกายแล้วนิ่ง มีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลังแข็งแรง กระตุ้นการทำงานของอวัยวะสำคัญภายในช่องท้อง ภายในช่องทรวงอก ให้ทำงานเป็นปกติ เช่น ปัจฉิโมทนาอาสนะ วัคระอาสนะ ภุชงค์อาสนะ มัทสยาอาสนะ หาละอาสนะ จักระอาสนะ วฤกษ์อาสนะ
- อาสนะเพื่อการผ่อนคลาย เป็นอิริยาบถในท่านอน มีวัตถุประสงค์เพื่อการผ่อนคลายทั้งกายและใจ เช่น สวะอาสนะ(ท่าศพ) มัคระอาสนะ(ท่าจระเข้)

การฝึกโยคะ ไม่ได้มุ่งหวังเพียง การมีท่วงท่า ที่สวยงาม รูปร่างที่อ่อนช้อย สมส่วน นั่นเป็นเพียง ผลพลอยได้ จากประสบการณ์ ความสม่ำเสมอในการฝึก และ พฤติกรรมการบริโภคของตน |
-
หัวใจสำคัญในการฝึกอาสนะ
- เคลื่อนไหวช้าๆ และมีช่วงหยุดนิ่งอยู่ในท่า
การเคลื่อนไหวช้า จะสัมพันธ์กับการฝึกที่จะทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงาน
2.มีสติกับการเคลื่อนไหว
มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้ผู้ฝึกสามารถสงบนิ่ง อยู่กับตัวเอง ด้วยการใส่ใจจดจ่อ อยู่กับ ทุกท่วงท่า ของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะยกมือ บิดหลัง บิดเอว ยกขา ทุกการหายใจเข้า และออก เราควรสงบนิ่งอยู่กับตัวเอง ไม่มีความคิดกังวลใดๆ มีแต่ความรู้สึกตัวล้วนๆ
3.ไม่โหมแรงเกินไป ออกแรงแต่น้อย
เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หรือความเจ็บปวดจากการฝึก ควรฝึกแต่ละท่าช้าๆ เป็นจังหวะที่ลงตัว ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายตามข้อจำกัด ธรรมชาติร่างกาย ของแต่ละบุคคล
4.การประสานลมหายใจ
ลมหายใจเข้า-ออกให้สอดคล้อง เป็นจังหวะกับท่าฝึกแต่ละท่า สูดอากาศ เข้า ให้พอดีกับท่าฝึก เพื่อให้ได้ออกซิเจนมากพอ ปล่อยลมหายใจ ออก ให้สุด เพื่อขับอากาศเสียออกจากร่างกาย และ ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
5. ผ่อนคลายเสมอ
คือการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อทุกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และ ผ่อนคลายอารมณ์ ความรู้สึก ลมหายใจ ต้อง ไม่ฝึกด้วยความเคร่งเครียด และ ควรรู้สึกดีๆกับตัวเอง ณ ขณะปัจจุบันที่ฝึก
6.ไม่แข่งขัน ไม่เปรียบเทียบ
เมื่อมีโอกาสฝึกโยคะ นั่นย่อมเป็นการเริ่มต้นคุณภาพ ชีวิตที่ดี แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพนั้น เราจำเป็นต้องมีหลักการ รู้เทคนิค วิธีการที่ถูกต้องและ เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราไม่ควรฝึก โยคะ ด้วยความคาดหวัง ผลลัพธ์ไว้สูง ฝึกด้วยความเคร่งเครียด อยากรักษาโรคนั้นโรคนี้ อยากทำท่านั้น ท่านี้ ให้ได้ จนลืมการผ่อนคลาย เพราะเจตจำนงนั้น อาจทำให้เราทิ้ง ช่วงขณะปัจจุบันในการฝึก ซึ่งเป็นประสบการณ์ การเรียนรู้ที่สำคัญ เป็นเวลาที่ผู้ฝึกได้เริ่มสงบนิ่งกับตัวเอง ได้รู้จักตัวเอง
เราควรฝึกโยคะ อย่างมีสติอยู่กับปัจจุบัน ฝึกให้เหมาะสม กับศักยภาพของตน มีเป้าหมาย และทำอย่างพอดีพองาม ไม่ให้มากเกินไป หรือน้อยเกินไป มีระเบียบวินัยในการฝึก นั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ดี และปลอดภัย
หลักการพื้นฐาน 2 ประการ ที่ควบคุมอาสนะ คือ ความนิ่ง และ ความสบาย
| อาสนะ เป็นเรื่องของการรวมกาย และ ใจเข้าไว้ด้วยกัน การฝึกอาสนะ คือ การเฝ้ามองความเชื่อมโยงระหว่างกายและใจ เมื่อกายเป็นอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น กล่าวคือ เมื่อกายสงบ ใจก็พลอยสงบไปด้วยทำอาสนะเป็นรูปแบบหนึ่งของการฝึกจิตขั้นพื้นฐาน โดยการที่นำจิตไปรู้อยู่กับความรู้สึกของกาย และการเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างนุ่มนวล ก็เป็นกลวิธีที่จะทำให้จิตเกิดความคุ้นเคยกับการอยู่กับกายได้ดี |



โยคะเกี่ยวข้องกับกายภาพอย่างไร?
การฝึกโยคะ สำคัญที่การควบคุมลมหายใจ ให้ตรงกับการเคลื่อนไหวของร่างกายในท่าต่างๆ เราจะมีความรู้สึกเหมือน ได้พักผ่อน และในการที่เราหายใจลึกๆ จะทำให้ท่าทางต่างๆ สมบูรณ์ ร่างกายก็จะได้รับ ออกซิเจน เข้าสู่ กระแสเลือด ได้อย่างเต็มที่
ท่าของโยคะแต่ละท่า มีผลไปถึงสรีระของมนุษย์ทุกส่วน เพราะจะช่วยให้การหลั่งสาร(ฮอร์โมน) ของต่อมต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ช่วยให้กล้ามเนื้อ ระบบประสาทได้พักผ่อน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และ ยืดเส้นเอ็นที่แข็งตึง รวมทั้งข้อต่อต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยนวดอวัยวะภายในช่องท้อง และ ช่วยให้จิตใจสงบขึ้นด้วย
-
ผลของอาสนะที่มีต่อร่างกาย
เช่น สราวางคาร(ท่ายืนด้วยไหล่) ซึ่งจะมีผลต่อ ต่อมไทรอยด์ และ ต่อมพาราไทรอยด์ เนื่องจากกล้ามเนื้อคอ จะถูกกดด้วยคาง ซึ่งเป็นการ รีดเลือดจากต่อมไทรอยด์
มัสยาสนะ (ท่าปลา) เมื่อทำต่อจากท่าสราวางคาร ก็จะทำให้ต่อมทั้งสอง ยืดตัวออกทำให้เลือดไหล ย้อนกลับเข้าไปหล่อเลี้ยงได้อย่างเต็มที่ ถ้าทำ 2 ท่านี้เข้าด้วยกัน แล้ว ก็ จะทำให้ ต่อมทั้ง 2 นี้ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
-
ผลของอาสนะที่มีต่อกระดูกสันหลัง
แต่ละท่า จะทำให้กระดูกสันหลังได้ออกกำลัง ได้ยืด ได้รับความเครียด ในระดับต่างๆ กัน ซึ่งเป็นการป้องกัน ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น มัสยาสนะ ภุชงอาสนะ บิดตัว ท่าต่างๆเหล่านี้ จะยืดเส้นเอ็น และ พังผืดต่างๆที่ห่อหุ้มกับกระดูกสันหลังอยู่ ทำให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ป้องกันการปวดหลัง เมื่อเราอายุมากขึ้น
-
การเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
การออกกำลังกาย ด้วยอาสนะต่างๆ เป็นการหดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะบีบเส้นโลหิตให้ไหล กลับเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว และ การที่เราหายใจลึกๆ ก็จะช่วยให้ปอดได้ระบาย อากาศได้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะนำเอาออกซิเจน ไปสู่เซลล์ต่างๆ และ กระแสเลือดด้วย
-
การ เกิดตะคริว
เมื่อกล้ามเนื้อหดตัว น้ำตาลที่ถูกสะสมไว้ จะถูกทำลาย เปลี่ยนเป็นกรดแล็กติก และกรดแล็กติกก็จะถูกเปลี่ยน เป็นน้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อผสมรวมกับ ออกซิเจน แต่ถ้าหากมีการกลั้นลมหายใจ หรือ หายใจตื้น ออกซิเจน ไม่พอ ที่กล้ามเนื้อ จะทำให้กล้ามเนื้อล้า ไม่สามารถหดตัวได้ จึงทำให้เกิดเป็นตะคริวได้ ฉะนั้น ต้องไม่กลั้นลมหายใจ ให้หายใจเข้า -ออก ลึกๆ เมื่อเกิดอาการเป็นตะคริว
เอกสารอ้างอิง:/backup/31 texts/teacher manual 23 topics 2004.doc 21


