KamphuYoga.com

Yoga For Health & Beauty

Oct
17

นิโรธาราม อารามแห่งความดับทุกข์

Admin on Oct-17-2008

เวลาของทางสำนักปฏิบัติธรรม

                  
  •          ท่านพระภิกษุณีนันทญาณี จะรับแขกและสอบถามปัญหาธรรมะเฉพาะเวลา 10.00 น. – 12.00 น. ของทุกวัน   ที่อยู่ที่สำนัก

  •          สำหรับผู้ที่สนใจอยากไปปฏิบัติธรรมที่สำนัก สามารถเข้าไปปฏิบัติได้ใน ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่ 1 – 2 ของเดือน

  •          ติดต่อสอบถามกับทางสำนัก ได้ในเวลา 9.00 น.-12.00 น. ของทุกวัน      Tel.084-8042040

 

สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม  อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้น เมื่อ ปีพ.ศ.2538 โดยมีคณะคุณวรรณา  กาญจนภิญโญวงศ์  ถวายที่ดิน 6 ไร่กว่า  อ.นาทนิตย์และคุณสามารถ  สุทธางคกูล ถวายเพิ่มอีก 2 ไร่กว่า   ส่วนอีกฝั่งถนนหนึ่ง มีเนื้อที่กว่า 10 ไร่  มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกันถวาย    ดังนั้น รวมที่ดิน 2 ฝั่งถนนทั้งหมด 19 ไร่

  วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งสำนักฯ มี 2 ประการ คือ

  • 1) เพื่ออนุเคราะห์แก่สตรีที่ตั้งใจมาดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งศีล สมาธิ ปัญญาตามรอยพระพุทธเจ้า โดยมีท่านแม่ชี นันทญาณี เป็นผู้อบรมสั่งสอนตามพระพุทธพจน์
  • 2) เพื่อรองรับผู้ปฏิบัติธรรมจากหน่วยงานราชการ เอกชน และผู้สนใจใฝ่ธรรมทั่วไป ที่ได้ติดต่อขอเข้ารับการอบรมธรรมะจาก ท่านแม่ชีนันทญาณี ทั้งในรูปแบบค่ายอบรมและเข้ามาปฏิบัติเป็นการส่วนตัว

ต่อมาปีพ.ศ. 2546 ศ.เกียรติคุณ ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้บริจาคที่ดินบริเวณทางเข้าเขื่อนแม่กวง อ.ดอยสะเก็ด จำนวน 16 ไร่    แก่มูลนิธินิโรธาราม    เพื่อใช้ประโยชน์เป็นพุทธสถาน จึงได้มีการก่อตั้งสำนักปฏิบัติธรรมสุทธจิตต์ (นิโรธาราม สาขา ๒) ขึ้น  เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติธรรม ประกอบกิจกรรมการกุศลต่างๆ ให้เกิดความสงบและสติปัญญาทางจิตใจ รวมถึง เพื่อรองรับการขยายตัวของนักบวชสตรีนิโรธาราม

สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง  จ.เชียงใหม่  และ สำนักปฏิบัติธรรมสุทธจิตต์(นิโรธาราม๒) อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่  อยู่ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธินิโรธาราม  โดยมีท่านภิกษุณีนันทญาณี เป็นประธานมูลนิธิ  และ เป็นผู้อบรมสั่งสอนปกครองนักบวชทั้ง 2 สำนัก 

 

ปัจจุบัน ( เข้าพรรษา 51 )   มีนักบวชสตรี รวม  35 ชีวิต ประกอบด้วย

- พระภิกษุณีไทย   5   รูป  (พระภิกษุณีจากศรีลังกามาจำพรรษาอีก 2 รูป)        

- สามเณรี   24   รูป  (รวมผู้บวชชั่วคราวในพรรษา 5 รูป )

- แม่ชี   4  ท่าน       

 -  และอุบาสิกาประจำ   3 ท่าน

อนึ่ง  สำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจ.เชียงใหม่  ได้ติดต่อขอให้ทางสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม  ได้ขึ้นทะเบียนเป็น 1 ใน 12 สำนักปฏิบัติธรรมแห่ง จ.เชียงใหม่  ที่ข้าราชการหญิงทั่วประเทศจะสามารถลางานมาปฏิบัติธรรมได้โดยตามกฎหมาย

 

ตารางชีวิตพรหมจรรย์*

03.30 น.                  ระฆังปลุกตื่นทำความเพียร

04.00 – 05.00 น.        เดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาธรรม บนศาลา

05.00 – 05.30 น.        ฟังธรรม

05.30 – 06.00 น.        สวดมนต์ทำวัตรเช้า

06.00 – 08.00 น.        บิณฑบาต / กวาดใบไม้ / ช่วยกันทำงาน

08.00 – 09.00 น.        สวดพิจารณาอาหารและฉันบิณฑบาตพร้อมกัน

09.00 – 13.30 น.        ปลีกวิเวก  เจริญความเพียรส่วนตัว

13.30 – 16.00 น.        เดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาธรรม บนศาลา

16.00 – 18.00 น.        ล้างถุงทุกข์ (อาบน้ำ) / ปฏิบัติภารกิจส่วนตัว

18.00 – 19.30 น.        เดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาธรรม บนศาลา

19.30 – 20.00 น.        สวดมนต์ทำวัตรเย็น

20.00 – 21.00 น.        ฟังธรรม

21.00 – 22.00 น.        ปลีกวิเวก  เจริญความเพียรส่วนตัว เข้านอนอย่างมีสติ   

 

* หมายเหตุ  ตารางเวลานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย

หลักธรรมที่เน้นศึกษา โพธิปักขิยธรรม 37 อริยสัจ 4,ปฏิจจสมุปบาท ,ธาตุ,ขันธ์ 5, อายตนะ เป็นต้น  เพื่อบรรลุถึงความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

แนวทางการปฏิบัติ     อริยมรรคมีองค์ 8 (ศีล  สมาธิ   ปัญญา)

ข้อวัตรปฏิบัติ   เพียรปฏิบัติตาม คันถะธุระและวิปัสสนาธุระ เช่น

  • 1. เพียรสำรวมในศีลปาฏิโมกข์ หรือ ศีลตามฐานะภาวะ และ ครุธรรม 8
  • 2. ออกบิณฑบาต
  • 3. ฉันมังสวิรัติ อาสนะเดียว วันละมื้อเดียวในบาตร
  • 4. ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก
  • 5. ทำประโยชน์ตน คือ เพียรศึกษาและปฏิบัติในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

ทำประโยชน์ผู้อื่น คือ  ชักชวน ชี้ชวนให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและปฏิบัติภาวนาใน อธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา ตามกำลังสติปัญญา

 

 

ชีวิตในนิโรธาราม

อายาโก  อิตโตะ (Ayako ITOH)

        ฉันชื่อ อายาโก  อิตโตะ เป็นนักศึกษาชาวญี่ปุ่น  ระดับปริญญาเอก  สาขาวิชามนุษยและสังคมวิทยา เกี่ยวกับศาสนา มหาวิทยาลัย Ecole Pratique des Hautes Etudes – Sorbonne’ ในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ฉันได้รับทุนการศึกษาจากสถาบันวิจัยฝรั่งเศส ชื่อว่า Ecole française d’Extrême-Orient เพื่อทำวิจัยในประเทศไทย การวิจัยของฉันมุ่งเน้นไปที่สังคมของนักบวชสตรีในประเทศไทย

ฉันได้มีโอกาสใช้ชีวิต ศึกษาและเก็บข้อมูลอยู่ที่นิโรธาราม ในระหว่างเดือนตุลาคม ถึง  เดือนธันวาคม พ.ศ. 2550  เป็นระยะเวลา 3 เดือน  หลังจากนั้น  ทุกๆ เดือน     ฉันก็ได้กลับมาเยี่ยมนิโรธารามเพื่อที่จะฟังธรรมของท่านพระภิกษุณีนันญานี(รุ้งเดือน สุวรรณ)  ฉันประทับใจในคำสอนที่ชัดเจนของท่านภิกษุณีนันญานี  เกี่ยวกับ ร่างกายและจิตใจ(ขันธ์ 5 ,อายตนะ)  เพื่อมุ่งไปสู่ความดับทุกข์   เมื่อได้พบนักบวชสตรีที่นิโรธาราม    ฉันก็เกิดความอัศจรรย์ใจ  และทึ่งในความมีศรัทธาที่มั่นคง   การปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด   และความรู้ในพระสัทธรรมของท่านเหล่านั้น

ดังนั้นในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ.2551  ฉันจึงตัดสินใจบวชเป็นแม่ชีในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  เพื่อทดลองใช้ชีวิตนักบวช และเพื่อการพัฒนาทางจิตใจ  ประสบการณ์การบวชชีในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของฉันมาก  ช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่นี่   ฉันพบว่า  มีผู้หญิงมากมายหลายรุ่นทั้งสาว   ทั้งแก่ที่เดินทางมาที่นี่  ในขณะที่มีความทุกข์มาก  แต่หลังจากนั้น  พวกเขาต่างก็มีรอยยิ้มและหัวใจที่เบาสบายขึ้น  

ฉันเห็นความสำคัญของการมีนักบวชสตรี   สิ่งแวดล้อมที่เอื่ออำนวย และการแนะนำพุทธธรรมที่ชัดเจน  ที่จะช่วยให้ผู้หญิงได้มาปฏิบัติธรรมและได้รับประโยชน์จากพระธรรมได้อย่างแท้จริง

ฉันมีความรู้สึกซาบซึ้งใจ  ในพระคุณของพระอาจารย์ภิกษุณี นันทญาณีมาก  ในความสามารถในการอธิบายธรรมะได้อย่างชัดเจน  รวมถึงความเมตตาและการส่งเสริมสตรีผู้สนใจดำเนินตามรอยพระพุทธเจ้า  ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในพี่สาวทางธรรมที่นิโรธาราม  เพราะพวกท่านเป็นตัวอย่างที่ดีในทางธรรมะ 

ขอให้พระธรรมที่นิโรธารามจงเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนานเทอญ

 

บทบาทและหน้าที่ของภิกษุณีสงฆ์ต่อสังคม

สามเณรีวรญาณี (ลีนา กิติสมชัย)

   ท่านภิกษุณีนันทญาณี  พร้อมด้วยคณะนักบวชสตรีแห่งสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม ได้เพียรพยายาม         กระทำตามหน้าที่ของนักบวชต่อชาวบ้าน         ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนไว้ในเรื่อง ทิศ 6 (ที.ปา.11/272) ตลอดชีวิตพรหมจรรย์  นับตั้งแต่เป็นแม่ชี  สามเณรี  จนกระทั่งถึง  ความเป็นภิกษุณี ดังนี้

 

 

1. เผยแผ่ธรรมะจากพระไตรปิฎก

    ด้วยเทคนิคการสอนที่ทำให้เข้าใจง่าย

 

ถือเป็นบทบาทหลักและเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง ด้วยความสามารถในการแสดงธรรมของท่านภิกษุณีนันทญาณีที่น้อมนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก  มาอธิบาย ทำให้เข้าใจง่ายด้วยความเคารพ  คือ เน้นความถูกต้องชัดเจน  จึงมีผู้ได้รับประโยชน์จากการแสดงธรรมของท่าน  ทำให้ชีวิตพ้นทุกข์  ได้รับความสุขในธรรม  และนำพระสัทธรรมมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมากขึ้น   มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทุกระดับทั้งในและต่างประเทศ ต่างก็ติดต่อขอรับฟังธรรมและอบรมปฏิบัติธรรมจากท่านภิกษุณีนันทญาณี       ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 เมื่อครั้งเป็นแม่ชีผู้บวชใหม่  ก็เริ่มมีกลุ่มนักศึกษา จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มาขอรับการอบรมธรรมะจากท่านเป็นประจำ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ           ในปี พ.ศ.2540  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ได้ติดต่อขอส่งผู้บริหารระดับสูง รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ เข้ารับการอบรมธรรมะ กระทั่งถึงปัจจุบัน นับได้กว่า 70 กว่ารุ่น มีผู้ได้รับประโยชน์ในธรรม จำนวนกว่า 7,000 คน

          ท่านพระครูปริยัติยานุศาสน์ (พระดร.มหาไสว)  รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่   หัวหน้าสาขาวิชาพระพุทธศาสนาและสาขาภาษาบาลี-สันสกฤต

 

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.)  แห่ง วัดสวนดอก  วิทยาเขตเชียงใหม่   ได้มีเมตตาเปิดโอกาสให้แม่ชีนันทญาณี ได้ถวายความรู้แก่พระนิสิตระดับต่างๆ  มาเป็นเวลานานกว่า 8 ปี  จนกระทั่งปัจจุบัน ท่านก็ยังนำคณะพระนิสิต มจร.ระดับต่าง ๆ มาทัศนศึกษาและสนทนาธรรมกับท่านภิกษุณีนันทญาณี ณ สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม  อีกทั้งยังได้นำสื่อ mp 3 ธรรมะไปเผยแพร่ผ่านรายการวิทยุธรรมะที่ท่านดูแลอยู่  นอกจากนี้ ยังมี วัด สำนักปฏิบัติธรรมต่างๆได้นิมนต์ท่านไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะอีกหลายที่ตามเหตุปัจจัย  เช่น    วัดร่ำเปิง  วัดพระธาตุศรีจอมทอง  วัดทิพวนาราม   วัดวังหิน จ.ลำปาง     วัดป่าบ้านพันลำ   จ.หนองคาย วัดป่าบ้านแก้ง จ.อุบลราชธานี สวนป่าศรัทธาธรรม จ.ขอนแก่น เป็นต้น       รวมถึง หน่วยงานกก.ตชด.33 ค่ายสมเด็จพระบรมราชชนนี        อบต.ตำบลหนองหาร   รพ.สวนดอก  รพ.จอมทอง  รพ.แม่ทะ   รพ.ลี้   รพ.บ้านธิ     รพ. ชุมแพ จ.ขอนแก่น      ม.เชียงใหม่   ม.พายัพ   ม.นเรศวร   ม.ราชมงคล  วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่และลำปาง  วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง  รวมถึงโรงเรียนต่างๆ     เช่น  ร.ร.จอมทอง ร.ร.มงฟอร์ต ร.ร.เรยีนา   ร.ร.วัฒโนทัยพายัพ  เป็นต้น

     นอกจากนี้    ได้มีพระภิกษุสงฆ์ไทยอีกหลายรูปที่ได้ให้เกียรตินำสื่อธรรมะทั้งหนังสือ และ สื่อ MP3 ของท่านไปเผยแผ่ผ่านสื่อต่างๆ  ดังเช่น

ท่าน ดร.พระมหาจรรยา  สุทฺธิญาโณ  ได้นำสื่อธรรมะทั้งหนังสือและ สื่อ MP3 ไปเผยแผ่ที่วัดพุทธิปัญญา  วัดไทยในลอสแองเจลลิส  สหรัฐอเมริกา 

ท่านพระมหาสมบัติ   นำสื่อ MP3 ไปเปิดออกรายการวิทยุชุมชน   ที่วัดป่าบ้านพันลำ จ.หนองคาย  ( ซึ่งการกระจายเสียงได้ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนในประเทศลาว  และได้มีพระภิกษุลาวเดินทางมาเรียนพระมหาสมบัติว่า  ได้รับประโยชน์จากรายการนี้)

 

พระครูสังฆรักษ์  ณัฐกร  แห่งวัดพระธาตุดอยสุเทพ   เผยแผ่ทางรายการวิทยุพระพุทธศาสนาประจำจ.เชียงใหม่ ทางคลื่น FM 96 Mhz 

พระอาจารย์สุโข  แห่งวัดแก้วมณีนพรัตน์  จ.อยุธยา เผยแผ่ผ่านรายการวิทยุที่ท่านดูแลอยู่หลายพื้นที่  เป็นต้น

นอกจากนี้   ได้มีนักจัดรายการวิทยุผู้เห็นคุณค่าในพระธรรมหลายท่านที่ได้นำสื่อธรรมะบันทึกการแสดงธรรมของท่านภิกษุณีนันทญาณีไปเผยแพร่ผ่านรายการวิทยุ   อาทิเช่น  คุณศรีสุดา ชวชาติ ผู้จัดรายการวิทยุ “ร่มธรรม-ร่มใจ” ทางคลื่นเชียงใหม่เรดิโอ FM 93.75 Mhz  ก็ได้ขวนขวายนำสื่อธรรมะ จากนิโรธาราม ไปเผยแพร่ออกสถานีเป็นประจำทุกวันระหว่างเวลา 06.00 น. – 07.00 น. และ ยังมีนักจัดรายการวิทยุชุมชนหลายท่านได้ขอนำสื่อธรรมะ ไปเผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุชุมชนในหลายพื้นที่  เป็นต้น

 

  • 2. สืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง “อริยสัจ๔” สู่การปฏิบัติตาม แนวทางอริยมรรคมีองค์ ๘ (ศีล สมาธิ ปัญญา )

    จนกลายเป็นวิถีชีวิตใน“สังคมแห่งความดับทุกข์”(นิโรธาราม)

 

 

จากความรู้อันล้ำเลิศของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงความสำคัญของอริยสัจ 4  ว่า…..”เปรียบเหมือนใบไม้กำมือเดียวอันนำมาซึ่งความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง”          (สํ.ม.19/1712 -13) ..สู่การพิสูจน์ในชีวิตจริงภายในห้องทดลองที่เรียกว่า ……

“สำนักปฎิบัติธรรมนิโรธาราม” ณ  ที่แห่งนี  มีการศึกษาและปฏิบัติ ในเรื่อง…

 

1. ทุกข์ คือ ภาวะทนได้ยาก ( ว่าโดยย่อ  ความหลงติดใจเพราะพอใจ

    ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เป็นทุกข์ )   ควรรู้รอบอย่างถ่องแท้

2. ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ หรือ เหตุเกิดทุกข์คือ อวิชชา ตัณหา 3 หรือ

    ความหลงติดใจเพราะเพลิดเพลินชอบมาก  เป็นสิ่งที่ต้อง ละ

3. ความดับทุกข์ (นิโรโธ) คือ ความดับอวิชชา ตัณหา 3 ได้โดยสิ้นเชิง

    เป็นสิ่งที่ต้องกระทำให้รู้แจ้ง เห็นแจ้งด้วยปัญญา

  • 4. อริยมรรคมีองค์ 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) คือ ทางดำเนินชีวิตให้ถึงให้รู้

    ให้เห็นความดับทุกข์    ควรภาวนา  ทำให้เกิดทำให้มี หรือ 

                                    ควรเจริญกระทำให้มาก

เมื่อศึกษาในอริยสัจ 4 และปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ให้มากขึ้นแล้ว พบว่า ปริมาณความสุขมวลรวมของสมาชิกในสังคมนิโรธารามเพิ่มขึ้น  การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น  ผู้คนที่มาสู่ร่มอารามแห่งความดับทุกข์แห่งนี้ก็มีปัญหาความขัดแย้งหรือปัญหาชีวิตลดน้อยลง   เพราะเกิดปัญญาเห็นตามจริงว่า ทุกชีวิตล้วนเป็นทุกข์  การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก็เพื่อเป้าหมายแห่งความดับทุกข์  

 

  • 3. ช่วยส่งเสริมให้สตรีที่มุ่งมั่นในเส้นทางธรรมได้ศึกษาเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าโดยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน ทั้ง สติปัญญา จิต กาย และสังคม

 

     3.1 ก่อตั้งสำนักปฏิบัติธรรมเพื่อสตรี

ท่านภิกษุณีนันทญาณีได้ริ่เริ่มก่อตั้งสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธารามโดยความประสงค์ให้สตรีผู้มีใจมุ่งมั่นในเส้นทางธรรม ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมตามรอยพระพุทธเจ้าภายในสำนักฯที่สงบ  ร่มรื่น ปลอดภัย  มีการจัดสรรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการรับรู้ที่ดี (เพราะการรับรู้ดี เป็นบ่อเกิดของกุศลจิต ทำให้คิดดี พูดดี ทำดี )  พรั่งพร้อมด้วยปัจจัย 4 อันเอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์  และ ที่สำคัญ คือ มีพระธรรมและพระวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นระบบการดำเนินชีวิตของสมาชิกในสังคมนี้  โดยได้รับความกรุณาอย่างสูงสุดจากท่านพระอาจารย์ภิกษุณีนันทญาณีที่แสดงบทบาทเป็นครูผู้ประเสริฐ         ให้ความเมตตากรุณาอบรมสั่งสอนศิษย์อย่างชัดเจน

ไม่ขัดข้อง  เมื่อท่านสัมผัสธรรมะดีๆที่แจ่มแจ้ง ก็จะรีบมาถ่ายทอดบอกสอนให้แก่ศิษย์ได้รู้ตาม  ท่านสามารถสอนศิษย์อย่างไม่จำกัดเวลา   สถานที่และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ด้วยหวังประโยชน์ทางธรรมให้เกิดแก่ศิษย์ทุกรูปนามอย่างสูงสุด   เมื่อศิษย์ทำผิด ท่านจะคอยชี้ผิด ชี้ถูก ชี้ทางที่จะออกจากผิดมาสู่ถูก  ชี้ว่าอะไร คือ “กุศล” (สิ่งที่ฉลาด) ที่ต้อง “ปฏิบัติ” อะไร คือ “อกุศล” (สิ่งที่ไม่ฉลาด) ที่ต้อง ละ และสอนไม่ให้ยึดทั้งกุศลและอกุศลว่าเป็นเรา  เป็นของเรา เป็นสัตว์ บุคคลของเรา ( ให้เห็นอนัตตา) เพราะถ้ายึดก็..ทุกข์   ให้รู้  ให้เห็นว่า  กาย เป็นกองดิน น้ำ ไฟ ลม  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่อัตตา  จิต-วิญญาณ เป็นเพียงสิ่งที่รู้อารมณ์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่อัตตา

ความรู้สึก  ความจำได้หมายรู้  ความคิดปรุงแต่งดีชั่ว  เป็นเพียงเจตสิก  เป็นเพียงอารมณ์ภายนอก  มันเกิดที่ใจแต่ไม่ใช่ใจ  มันก็เป็นเพียง สิ่งที่อาศัยเกิด-ดับพร้อมจิต  มันไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่ชีวิต  ไม่ใช่อัตตา

          ท่านยังมีบทบาทแห่งความเป็นแม่ที่ให้ความเอื้ออนุเคราะห์ในด้านปัจจัย 4 แก่ลูกศิษย์ให้ได้ใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตพรหมจรรย์ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่มีเงินส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว  และแม้แต่ลูกศิษย์ก็ไม่เคยต้องเกี่ยวข้องกับการหารายได้ไม่ว่าจะเป็น การเรี่ยไร ในรูปแบบต่างๆ หรือ โดยวิธีอื่นใด ก็ตาม อีกทั้ง บุคคลภายนอกผู้สนใจใฝ่ธรรมที่เข้ามาปฏิบัติธรรม ณ สำนักฯแห่งนี้ ก็ไม่เคยถูกเรียกร้องเก็บค่าใช้จ่าย ในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น….แต่…อาศัยนโยบายที่ยืนหยัดชัดเจนในทางธรรมว่า.. ” หากนักบวชปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติอยู่ในทางศีล  สมาธิ  ปัญญาอย่างบริสุทธิ์แล้ว  ก็จะเป็นเนื้อนาบุญ น้อมนำให้ชาวบ้านเกิดจิตเลื่อมใสศรัทธา นำปัจจัย 4  มาอุปถัมป์ค้ำจุ้น แก่นักบวช ณ สำนักนั้นเอง..”

  • 3.2 ส่งเสริมสตรีให้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเพิ่ม

สติปัญญา ความสุข และเพิ่มบุคลากรทางพุทธศาสนาที่มีคุณภาพ

จากประสบการณ์ชีวิตผู้หญิงในเส้นทางธรรมที่ผ่านมา  ท่านเห็นว่า ผู้หญิงเมื่อได้รับการฝึกฝนในแนวทางธรรมแล้ว จะมีความสามารถหลายด้าน และทำประโยชน์ให้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ท่านจึงส่งเสริมให้ผู้หญิงได้มีโอกาส “บวชเป็นแม่ชี” และ  ด้วยความเมตตากรุณาอย่างสูงสุด คือ การสนับสนุนให้ผู้หญิงได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์    ด้วยการ “บรรพชาเป็นสามเณรี”    จนกระทั่ง  “อุปสมบทเป็นภิกษุณี”ณ  ประเทศศรีลังกา ( มีใบสุทธิบรรณการบวชรับรองโดย พระอาจารย์เมตตานันทะ พระสังฆนายก ภาคตะวันตก กรุงโคลัมโบ) และกลับมาดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ ในสำนักปฏิบัติธรรม นิโรธาราม   ในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิ นิโรธาราม ภายใต้กรอบกฎหมายสิทธิที่เป็นไปได้ โดยไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างคณะสงฆ์ไทย ทั้งนี้เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านได้สร้างความไว้วางใจต่อคณะสงฆ์ไทยด้วยการเข้ารายงานตัว  แสดงความเคารพนอบน้อมอยู่เป็นประจำ อีกทั้งความเพียรในการเผยแผ่ธรรมะต่อสังคม จึงทำให้พระภิกษุสงฆ์ส่วนหนึ่งให้การยอมรับ

 

นอกจากนี้ ท่านยังได้มีบทบาทในการแบ่งเบาภาระทางสังคมด้วยการช่วยพัฒนาผู้หญิงให้มีความเจริญเติบโตทางสติปัญญา  โดยให้การศึกษาและการฝึกฝนทางธรรม   จึงทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งในสังคมที่เคยมีปัญหาชีวิต เป็นปัญหาต่อสังคม  หรือ ผู้หญิงที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้แต่ไม่มีโอกาส   ให้ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองตามธรรม  ทำให้สติปัญญาทางธรรมมีมากขึ้น  จนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองให้กลายเป็นผู้หญิงที่ดี    มีคุณภาพ ดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณค่า  เป็นที่พึ่งของตนเองและสังคมได้

  • 4. เพียรศึกษา ปฏิบัติ และ สืบทอดคำสอนของพระพุทธองค์จากพระไตรปิฎกด้วยความเคารพ

จากพระพุทธวจนะที่พระองค์ได้ตรัสถึงสิ่งที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งมั่นไม่ลบเลือนเสื่อมสูญ (อัง.ปัญ.๒๒/๑๕๔) อันได้แก่       

1. ฟังธรรมโดยเคารพ        

2. เล่าเรียนธรรมโดยเคารพ      3. ทรงจำธรรมโดยเคารพ         

4. พิจารณาความหมาย เนื้อหาสาระ ประโยชน์ และแห่งธรรมโดยเคารพ 

5. เมื่อพิจารณาความหมาย ประโยชน์ และ เนื้อความแห่งธรรมโดย

    เคารพแล้ว  จึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โดยเคารพนั้น

ทั้ง 5 ข้อนี้ได้กลายมาเป็น…กระบวนการเรียนรู้ของท่านภิกษุณีนันทญาณี เพื่อพิสูจน์ความจริงในคำสอนของพระพุทธเจ้า   และ เป็นหลักที่หนักแน่นในการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้า โดยไม่บิดเบือนคำสอนของพระพุทธองค์  หรือ หยิบยกคำพูดของคนอื่นนอกจากพระพุทธเจ้า  มาบอก สอนให้สังคมเกิดความสับสน   เข้าใจผิด   เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  ผู้ศึกษาจึงมีหน้าที่เพียงใช้สติปัญญาในการศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อให้เข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์   

ด้วยความซึ่อสัตย์และความเคารพอย่างสูงสุดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงทำให้ความรู้ที่ท่านภิกษุณีนันทญาณีได้รับนั้น  ช่วยทำให้ชีวิตพ้นทุกข์ได้มากทีเดียว

และสามารถสืบทอดความรู้และแนวทางแห่งความพ้นทุกข์ของพระพุทธองค์มาสู่

ผู้คนในสังคมได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน

  • 5. บรรเทาทุกข์ทางใจด้วยธรรมโอสถ

         ด้วยประสบการณ์ในการนำธรรมะมาใช้เป็น “ธรรมโอสถ”แก้ปัญหาความทุกข์ใจให้แก่ผู้คนมานาน  จึงสามารถใช้ “ธรรมโอสถ” ได้อย่างถูกโรค ถูกเรื่อง  ท่านจึงได้รับบทบาทสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ  หมอรักษาโรคทุกข์ใจ  (อันหมายถึง โรคกิเลสโลภะ..โทสะ..โมหะ หรือโรคอวิชชา มืดบอดทางปัญญาเพราะไม่รู้แจ้งอริยสัจ 4 ) 

     ผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีจำนวนมาก(และมากขึ้นทุกวัน) ได้เข้ารับการรักษาจากท่านในแนวทางการรักษาหลายรูปแบบ เช่น การรักษาเป็นกลุ่ม ในรูปของการจัดอบรมธรรมปฏิบัติในระยะเวลา 5 หรือ 7 วัน  และ การรักษาเป็นรายบุคคล คือ การให้คำปรึกษาเฉพาะกรณี  ผลการรักษา พบว่า มีหลายระดับตามสติปัญญาของผู้ป่วย สติปัญญามาก ก็หายโรคเร็ว สติปัญญาน้อย ก็หายโรคช้า   แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น  จิตใจสบายและมีความสุขขึ้น  และสามารถนำธรรมโอสถ กลับไปใช้ป้องกันและรักษาโรคทุกข์ใจให้แก่ตนเอง    และผู้อื่นได้ตามสมควร

  • 6. พัฒนาศาสนสถาน

ท่านภิกษุณีนันทญาณีได้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการคำนวณ ออกแบบก่อสร้างอาคาร     ที่พักอย่างประหยัดพลังงาน และงบประมาณ  โดยเน้น…”รู้ประโยชน์ สู่ ประหยัด ตามอัตตภาพของนักบวช” ทั้งการจัดสรรสิ่งแวดล้อมภายในสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธารามให้ร่มรื่น สัปปายะ เหมาะสมแก่ความเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  รวมถึง ให้ความร่วมมือ ในการช่วยสร้างพระวิหารแห่งใหม่ แทนพระวิหารเก่า  ที่ชำรุด ทรุดโทรม ใน วัดท่าต้นแหน  ( ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับสำนักฯ นิโรธาราม ) 

 

       ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงบทบาทและปฏิปทาส่วนหนึ่งของผู้หญิงไทยคนหนึ่ง  ที่มีความเคารพเลื่อมใสและน้อมนำพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาปฏิบัติตามจนเป็นวิถีชีวิต  และ ได้ช่วยให้ชีวิตตนและผู้อื่นได้คลายจากทุกข์ไปได้บ้างไม่มากก็

ไปนิโรธาราม คะ…….

การเดินทางมายังสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม

1.              จากสนามบินเชียงใหม่

1.1          นั่งรถสองแถว (สีแดง) มายังคิวรถจอมทอง (ประตูเชียงใหม่ ) 20 บาท

1.2          นั่งรถสองแถวเชียงใหม่-จอมทอง (สีเหลือง) มาลงตลาดจอมทอง 32 บาท

1.3          นั่งรถสามล้อพ่วง มายังนิโรธาราม 40 บาท

2.              จากกรุงเทพถึงเชียงใหม่

2.1          นั่งรถจากสถานีขนส่งสายเหนือ มาลงที่สถานนีขนส่งเชียงใหม่ ราคาประมาณ 500 – 800 บาท

2.2          นั่งรถสองแถว (สีแดง) มายังคิวรถจอมทอง (ประตูเชียงใหม่ ) 20 บาท

2.3          นั่งรถสองแถวเชียงใหม่-จอมทอง (สีเหลือง) มาลงตลาดจอมทอง 32 บาท

2.4          นั่งรถสามล้อพ่วง มายังนิโรธาราม 40 บาท

3.              จากกรุงเทพถึงจอมทอง

3.1          นั่งรถที่สถานีขนส่ง สายเหนือ กรุงเทพ-จอมทอง  ในราคาเที่ยวละ 500 บาท มาลงหน้าตลาดจอมทอง

3.2          นั่งรถสามล้อพ่วง มายังนิโรธาราม 40 บาท

4.              จากสถานีรถไฟเชียงใหม่

4.1          นั่งรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟเชียงใหม่

4.2          นั่งรถสองแถว (สีแดง) มายังคิวรถจอมทอง (ประตูเชียงใหม่ ) 20 บาท

4.3          นั่งรถสองแถวเชียงใหม่-จอมทอง (สีเหลือง) มาลงตลาดจอมทอง 32 บาท

4.4          นั่งรถสามล้อพ่วง มายังนิโรธาราม 40 บาท

หมายเหตุ  รถสามล้อพ่วงลุงสม  โทรศัพท์ 086-1927492  / นายรุจ  โทรศัพท์ 087-1924833

5.              เดินทางโดยรถส่วนตัว ศึกษาตามแผนที่ที่แนบมา

รายละเอียดการเดินทาง

        เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 11ถึงทางแยกเข้าดอยติหรือแยกเข้าเมืองลำพูน  เลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 1033 ข้ามาทางรถไฟไปตามเส้นทางจนถึงไฟแดง ให้เลี้ยวซ้ายตามทางหมายเลข 116 ตรงไปตามเส้นทางจนถึงสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 106 ผ่านวัดพระพุทธบาทตากผ้าไปจนถึงสามแยกไฟแดง ให้เลี้ยวขวาทางหมายเลข 1031  ไปจนถึงสามแยกบ้านเวียงหนองล่อง ให้เลี้ยวขวาตามทางหมายเลข 1010 ไปจนถึง สามแยกไฟแดง ให้เลี้ยวซ้าย ตามทางหมายเลข 108 ไปจนถึง ที่ว่าการอำเภอจอมทอง ให้เลี้ยวขวาไปข้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง จะมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ จนถึงนิโรธาราม (ส่วนเส้นทางขากลับก็ให้ย้อนทางเดิม)

 

 คลิกดูแผนที่ไปนิโรธารามได้ในเวบนิโรธาราม

 เยี่ยมชมเวปไซค์นิโรธาราม…  คลิกที่นี่

Add A Comment